คำว่า ‘กตัญญู’ กำลังค้ำคอคนรุ่นใหม่ เมื่อลูกต้องแบกโลกทั้งใบของพ่อแม่

สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาความไม่สมดุลของจำนวนผู้สูงอายุกับคนรุ่นใหม่
เสมือนพีระมิดหนักอึ้ง (แถมหัวกลับ) ลูกๆ
จึงถูกคาดหวังให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของพ่อแม่
ท่ามกลางปัจจัยบีบคั้นและการถูกตั้งคำถามถึงความ ?กตัญญู? ทำให้พวกเราเจ็บหนักกว่า

เป็น Talk of The Town
ระดับแซ่บเว่อร์เบียดการชิงตำแหน่งผู้นำโลกซะตกขอบเวที
ในกรณีข้อพิพาทของดาราสาวสวยยอดนิยมและแม่แท้ๆ ของตัวเอง
ที่ดูเหมือนแม่จะทำหน้าแบบ ?อำนาจเบ็ดเสร็จ?
อยู่ไม่น้อยในการควบคุมชีวิตลูกสาว
ผู้เป็นกระแสรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัว (แม้แต่การใช้บัตร ATM
ยังถูกควบคุม)
ร่วมถึงการเข้าไปมีอิทธิพลในสายสัมพันธ์ของลูกสาวที่มีแนวโน้มจะทำให้ปริมาณ
งานบันเทิงลดลง และต้องแบกรับภาระหน้าที่รับผิดชอบไว้เพียงผู้เดียว

เป็นดาราก็อย่าหวังว่าทุกอย่างจะไหลลื่นไปเสียหมด
เพราะต่อให้เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ก็ถูกครอบครัวคาดหวังไว้สูงลิ่ว
สวนทางกับความเป็นจริงของสังคม
บีบคั้นเราให้เผชิญหน้ากับทางเลือกที่น้อยนิดนัก
คุณจะเหนื่อยและรู้สึกไร้ความหมาย อย่าเสียใจไป คุณไม่ได้รู้สึกคนเดียว

เราทุกคนปรารถนาให้พ่อแม่มีสุขภาพชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น
ในฐานะลูกหลานที่ถูกเลี้ยงจนเติบใหญ่ได้ขนาดนี้ก็ผลาญพลังงานกิโลแคลอรี่
เป็นพันล้านหน่วย และเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 7 หลัก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม การทดแทนบุญคุณ ก็เป็นรูปแบบการจัดการทางสังคมที่ใครๆก็พึงปฏิบัติ และการถูกปลูกฝังความกตัญญู ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้คุณไม่สามารถมองข้ามพ่อแม่ไปได้

 

แต่ปัจจัยทางสังคมสวนทางกับทรัพยากรที่มี ชีวิตไม่เคยง่ายเหมือนแต่ก่อน
ต่อให้คุณวิ่งหัวหมุนรับงานฝิ่นเป็นร้อยๆ ก็ไม่เพียงพออยู่ดี
เรากำลังเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงอายุแบบเต็มขั้น
เป็นกลุ่มประเทศที่ก้าวผ่านเร็วที่สุดในโลก โดยไทยมีประชากรสูงวัยร้อยละ 12
จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 63 ล้านคน คาดการณ์ว่าในปี 2050
ไทยจะติดอันดับเป็น 1 ใน 20 ของโลกที่มีผู้สูงอายุเกิน 65 ปี

 

หรือเฉลี่ยแล้ว มีคนในวัยแรงงาน 1 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 6 คน!

 

แต่ที่น่ากลัวคือ เราแทบไม่มีการเตรียมแผนไว้ในระยะยาว
ผู้สูงอายุไม่ได้เตรียมแผนการเงินไว้สำหรับภาวะเกษียณอายุ
ไม่มีการบริหารจัดการรายได้และทรัพยากรในขณะที่ยังมีแรง
ภาระจึงต้องตกไปที่การฝากความหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดู โดยใช้อิทธิพลของคำว่า
กตัญญูบีบให้คนรุ่นใหม่ไม่มีทางเลือกมากนัก
และการที่คุณเป็นลูกคนเดียวในครอบครัวขนาดใหญ่
ภายใต้ระบบเศรษฐกิจอันฝืดเคืองสนิมกิน ถ้าไม่มีโชคจริงๆ
คุณไม่มีทางเลี้ยงคนที่บ้านได้เพียงพอ หากยังคงดันทุรังทำงานคนเดียว
Concept ความกตัญญูที่รู้อยู่เต็มอก แต่ทำให้ไม่ได้จริงๆ

กลายเป็นความวิตกกังกล (Anxiety) ของหนุ่มสาว Gen ปัจจุบัน ที่ต้องพยายามสร้างความก้าวหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

 

ความกตัญญู (Gratitude)

ความกตัญญูรู้คุณ เป็นสิ่งดี ไม่มีใครเถียงแน่นอน
มันดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพใจ มันช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว
แต่การที่ถูกปลูกฝังจากการเลี้ยงดูด้วยฐานความเชื่อของความกตัญญู
มีหลายวิจัยหลายๆ ชิ้นมองไปในทางเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องดี
และกลายเป็นปัญหาค้างเติ่งในภายหลัง

 

กตัญญู ต่างจาก ?การติดหนี้? (Indebtedness)

เป็นเรื่องเจ็บปวดที่พ่อแม่หลายครอบครัว มองลูกเป็นการลงทุนระยะยาว
(Long Term Investment) เป็นสินทรัพย์ที่มีราคา
มีสินสอดในราคาโขกสับซึ่งล้วนต้องการภาวะคืนทุนในภายหลัง
ทำให้ลูกหลานรู้สึกถึงสภาวะการเป็นหนี้ทางใจ (Indebtedness)
ที่ต้องทดแทนไปมาเป็นสภาวะถาวร ใครช่วยมาต้องช่วยกลับ
ต่อให้เขาร้ายแค่ไหนก็ตาม แต่หากคุณสับสน Concept ระหว่าง ?กตัญญูกับการเป็นหนี้? คุณจะต้องเหนื่อยกว่าเดิมเป็นทวีคูณ

เพราะความวิตกกังวล มักเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่มีทางเติมเต็มให้กันได้ หรือสวนทางกัน บุญคุณไม่มี Currency rate หรือ อัตราแลกเปลี่ยน ไม่แปลกเมื่อถึงจุดหนึ่งคุณจะเผชิญหน้ากับจุดแตกหักทางความสัมพันธ์และข้อพิพาทจำนวนมาก เพียงเพราะคุณ จ่ายดอกเบี้ยได้ไม่ดีพอ

 

อย่าใช้ความกตัญญูหลีกเลี่ยงปัญหาที่แท้จริง

คนรุ่นใหม่มีเป้าหมายที่แน่นอนว่าพวกเขาจะนำชีวิตครอบครัวไปสู่จุดที่คาดหวังอย่างไร แต่กระบวนการไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สังคมไทยติดกับดักความคิดเรื่องผู้สูงอายุและบ้านพักคนชรา
ถูกมองว่าเป็นสถานที่ไร้หวังสำหรับลูกหลานที่ไม่มีปัญญาเลี้ยงดู
แต่กลายเป็นว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากถูกทอดทิ้งในบ้านโดยไม่มีใครดูแล
เพราะทุกคนต้องออกไปทำงานกันหมด
กลายเป็นความโดดเดี่ยวของชีวิตที่ไม่มีคนรุ่นเดียวได้สนทนา
และหากเกิดปัญหาสุขภาพกะทันหันก็แทบไม่มีใครสามารถจัดการได้ทันท่วงที
คุณจะเห็นลูกหลานหลายครอบครัว ให้เทคนิคส่งต่อ ?ไม้พลัด?
ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุในบ้านสลับกันไปมา แต่หากคุณเป็นลูกคนเดียว
จะทำอย่างไรล่ะ?

 

ผู้สูงอายุในบ้านมักมีรูปแบบกิจกรรมซ้ำๆ และขาดการออกกำลังกาย
ทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าระยะยาว รู้สึกไร้ค่า และมันจะเลวร้ายกว่าเดิม
เมื่อคุณกลับมาเหนื่อยๆ
แต่ต้องเผชิญหน้าทางอารมณ์กับคนแก่ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
กลายเป็นว่าผู้สูงอายุกลายเป็นพื้นที่รองรับอารมณ์คนในบ้านอย่างถาวร

 

เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ คนแก่ยุคหน้าต้อง ?สู้เป็น ออมเป็น?

ผลกระทบจากสังคมสูงวัยในด้านเศรษฐศาสตร์ประชากร
ทำให้ไทยอยู่ในช่วงการปันผลทางประชากรระลอกแรก มีคนวัยแรงงาน 42 ล้านคน
ส่วนใหญ่จบการศึกษาป.6 และมีวัยแรงงาน 1 คนต่อการดูแลผู้สูงอายุ 6 คน

ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้วิถีแห่งการออมด้วยตัวเอง (ที่ไม่ใช่เม้มเงินลูกทุกเดือน)
เพื่อใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาล
เพราะเงินประกันสังคมไม่เพียงพอ ต่อให้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านกี่สมัย
มันก็ไม่มากไปกว่านี้ เลิกฝันล้มๆ แล้งๆ ไปได้เลย

เพราะขนาดองค์กรเอง
ก็ยังต้องเตรียมตัวรับมือกับการเพิ่มจำนวนของพนักงานสูงวัยรุ่นเดอะที่มีแต่
เพิ่มจำนวน ไม่ได้สมดุลกับคนรุ่นใหม่
ดังนั้นจึงต้องมีการปรับโครงสร้างสังคมทั้งตลาดแรงงานและการเงิน
เพราะขณะนี้ไทยอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่จะก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบ
เต็มพิกัด

วางแผนการเงินและการลงทุนที่ดีโดยเริ่มจากวินัยการออม
ซึ่งนักลงทุนสูงอายุจะถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยลง เช่น
เล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ และการลงทุนด้านสุขภาพก็ไม่ควรมองข้าม
พ่อแม่บางคนไม่เคยดูแลสุขภาพตัวเองเลย
กลายเป็นปัดภาระให้ลูกหลานต้องดูแลทั้งหมด
ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูสุขภาพเอาภายหลัง ก็ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 หลัก
และมันก็ไม่ดีเท่าเดิม

 

เตรียมตัวแก่ไปด้วยกัน

วันหนึ่งพวกเราก็ต้องแก่ และมีลูกหลานสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป
มันจึงอยู่ในจุดสำคัญแล้วว่า
คุณจะบริหารความสัมพันธ์ระยะยาวกับพวกเขาอย่างไร
คุณสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่พวกเขาหรือยัง
และคุณเตรียมตัวเองได้ดีแค่ไหนที่จะมีชีวิตบั้นปลายที่สมบูรณ์ไม่สร้างความ
หนักใจให้ใคร

ความกตัญญูเป็นสิ่งสวยงาม แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการผลักภาระอันหนักอึ้งให้ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง

 

อ้างอิงข้อมูลจาก
โต้คลื่นสังคมสูงวัย : โอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ
สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ( สกว. )

ขอบคุณที่มา: http://thematter.co/byte/the-problem-with-gratitude/10661